แนวโน้ม Social Media กับการทำ การตลาดออนไลน์ 2020

แนวโน้ม Social Media กับการทำ การตลาดออนไลน์ 2020

นี่คือแนวโน้ม  Social Media กับการทำ การตลาดออนไลน์ ที่สำคัญ ให้คุณนำไปพิจารณาเพื่อสร้างแผนการตลาดที่ดีที่สุดก่อนใครในปี 2020

การทำ การตลาดออนไลน์ ในปี 2020 จะเน้นให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของคุณมากขึ้น มันจึงเป็นอะไรที่มากกว่าการหา Influencer มากกว่าการทำคอนเทนต์ มากกว่าการมีเว็บไซต์ มากกว่าการทำ VDO และได้พิจารณาถึงแนวโน้มบางอย่างที่เราเชื่อว่าจะมีความสำคัญเมื่อพูดถึงการตลาดโซเชียลมีเดียในปี 2020 นี่คือแนวโน้มที่เราและผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ คิดว่าคุณต้องเริ่มทำและระหนักถึงล่วงหน้าก่อน

Digital detox

ในยุคที่ทุกอย่างผูกติดกับเทคโนโลยี แม้จะมีประโยชน์แต่ถ้ามากเกินไปก็ก่อให้เกิดโทษเช่นกัน ทำให้ในปี 2020 นี้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าว่าการบำบัดเพื่อผู้ที่เสพติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป

ก่อนหน้านี้ Selena Gomez นักร้องสาวชายสหรัฐฯ ผู้เคยเป็นคนที่มีผู้ติดต่อบน Instagram มากที่สุดในโลก ปัจจุบันเธอยู่อันดับ 3 มีผู้ติดตาม 161 ล้านคน โดยอันดับ 2 คือ Ariana Grande มีผู้ติดตามถึง 166 ล้านคน และอันดับที่ 1 คือ Cristiano Ronaldo มีผู้ติดตามถึง 188 ล้านคน

Selena เธอไปจาก Instagram 1 ปีเต็มโดยลบแอปฯ ดังกล่าวออกไปจากเครื่องเพราะมีผลกระทบต่อจิตใจเธอ จากการโดนคอมเมนต์เชิงลบเกี่ยวกับด้านรูปร่างหน้าตาอยู่บ่อยๆ จนเธอรู้สึกสูญเสียความมั่นใจและทำให้เธอรู้สึกซึมเศร้า ทำให้สียสุขภาพจากการที่ใช้เวลาทั้งหมดง่วนอยู่กับคอมเมนต์ต่างๆ และปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามา

แม้ว่าตัวเลขผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจะมหาศาลแต่ ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากที่เลือกที่จะ detox ตัวเองโดยการลบแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียออกไป หรือหันไปหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ผู้คนใช้น้อยกว่า เช่น การที่ Facebook มีตัวเลขของผู้ใช้งานลดลง แต่ Instagram กลับเพิ่มขึ้น

ผู้บริโภคยังต้องการสังคมและสื่อโซเชียลแต่แค่เปลี่ยนแพลตฟอร์มไป

Digital detox

ข้อมูลด้านบนเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากเป็นตัวอย่างของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในประเทศอังกฤษ ที่สะท้อนออกมาหลังจากเหตุการณ์อื้อฉาวของ Cambridge Analytica และกระแส Fake News ทำให้ผู้คนเริ่มใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์ลดลงถึง 1 ใน 3 โดยผู้ใช้บางส่วน 6% ได้ลบแอปฯ ออกจากโทรศัพท์ของพวกเขา อีก 6% ได้ลบบัญชีของพวกเขาอย่างถาวร เนื่องจากไม่ไว้ใจคอนเทนต์ที่ปล่อยออกมา และกังวลเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลส่วนตัว

เหตุผลใหญ่สำหรับเรื่องนี้คือตอนนี้ผู้คนรู้สึกว่าสื่อสังคมออนไลน์เกิดการ Overload และยังส่งผลต่อสุขภาพจิตความเป็นอยู่ ทำให้พวกเขาเริ่มไม่ไว้ใจแพลตฟอร์ม จนกดสิ่งนี้…

การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มทางเลือก

Facebook, Twitter และ Instagram มีแนวโน้มที่จะเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้โดยแบรนด์ B2C อย่างไรก็ตามผู้ใช้จำนวนมากกำลังเหนื่อยกับแพลตฟอร์มหลักเหล่านี้ ในขณะที่แบรนด์จะต้องต่อสู้อย่างหนักกว่าที่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ได้การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมที่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย ที่ผ่านมาก็ได้มีตัวอย่างมาแล้วของ แอปฯ TikTok ในขณะที่แอพเปิดตัวในปี 2016 และเติบโตพีกสุดในปี 2019 ผู้ใช้จำนวนมากแห่กันไปที่แพลตฟอร์มใหม่ โดยในปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกประมาณ 500 ล้านคนต่อเดือน และมีคนสมัครลงทะเบียนติดตั้งแอปฯ แล้วมากกว่า 1.1 พันล้านครั้ง (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2562)

TikTok

อย่างไรก็ตาม เราเข้าใจว่า TikTok ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับแบรนด์หรือผู้ที่ทำธุรกิจแบบ B2B แต่แบรนด์ที่เป็น B2C มีกลุ่มเป้าหมายอายุระหว่าง 16 – 24 ปี ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจาก 41% ของผู้ใช้งานแอปฯ นี้เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เน้นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้

สำหรับ Social Media Platform อื่นที่น่าจับจามองสำหรับ ecommerce ปีหน้านี้ Pinterest คือสื่อที่น่าสนใจไม่น้อย ใช่อาจจะไม่ใหม่ แต่การฟื้นตัวช่วงที่ผ่านมา Pinterest ถูกใช้งานเพื่อหาแรงบันดาลใจมากมาย ทั้งการบันทึกสูตรอาหาร การแต่งตัว แฟชัน How to แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ ภาพถ่าย ท่องเที่ยว กลุ่มรักสุขภาพ ฯลฯ

Pinterest กลายเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเป้าหมายจากการค้นหาบน Search Engine หรือบน Pinterest ให้กลุ่มเป้าหมายอยากเป็น อยากทำตาม จากนั้นก็นำลิงก์การขายเข้าไปที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ อย่างเช่นตัวอย่างด้านล่างนี้

แฟชั่นและลุคการแต่งตัวที่น่าสนใจ

แฟชั่นและลุคการแต่งตัวที่น่าสนใจ

คลิกดูจะมีลิงก์ที่นำไปสู่ eCommerce เพื่อซื้อสินค้า

pinterest

การคลิกลิงก์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ Instagram ทำไม่ได้ ทำให้ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่รองรับกับการทำ อีคอมเมิร์ซ แบรนด์หลายแบรนด์จึงย้ายไปที่ Pinterest แทนเนื่องจาก Pinterest มีลักษณะคล้ายกับ Instagram และไม่ต้องเจอกับโฆษณาที่ไม่ต้องการ การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มทางเลือกเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถมีส่วนร่วมกับผู้ชมที่อาจไม่ได้อยู่ใน Instagram, Facebook หรือ Twitter ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันในการแชร์คอนเทนต์เหล่านี้ของคุณ สิ่งนี้จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียในอนาคตของคุณ

โซเชียลมีเดียกลายเป็น customer service

ความคิดเห็นของลูกค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนปัญหาต่างๆ พวกเขาทำมักทำผ่าน Social Media หรือใน Pantip ซึ่งผู้บริโภคมากกว่าหนึ่งในสี่ ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารกับแบรนด์ และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่อจากเป็นวิธีการติดต่อที่สะดวก และบริการ 24 ชั่วโมง

Social Media

ทำให้ผู้คนคาดหวังว่าแบรนด์จะตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหา และร้องเรียนบนโซเชียลมีเดียได้ทันที 24 ชม. แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังสำหรับการบริการลูกค้าที่ดีบนโซเชียลมีเดียนั้นสูง

เมื่อดูจากผลสำรวจด้านบนจะพบว่า 37% คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าแบรนด์จะตอบคำถาม ภายใน 30 นาที มีเพียง 6% เท่านั้นที่ไม่คาดว่าจะได้รับการตอบสนอง ในขณะที่ 31% ต้องการตอบกลับภายใน 2 ชม. และ 26% ต้องการที่จะได้ยินภายใน 4 ชม.เมื่อดูจากผลสำรวจด้านบนจะพบว่า 37% คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าแบรนด์จะตอบคำถาม ภายใน 30 นาที มีเพียง 6% เท่านั้นที่ไม่คาดว่าจะได้รับการตอบสนอง ในขณะที่ 31% ต้องการตอบกลับภายใน 2 ชม. และ 26% ต้องการที่จะได้ยินภายใน 4 ชม.

นี่คือเหตุผลว่าทำไมสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็น customer service และเป็นเทรนด์สำคัญในปี 2020 โดยเฉพาะกับแบรนด์จำนวนมากที่ต้องการสร้างชุมชนออนไลน์

บริษัทต่างๆ ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้และให้บริการลูกค้าเพิ่มมากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ธนาคารและโลจิสติกส์

เริ่มเล่า Content ของคุณแบบ Stories บนสื่อสังคมออนไลน์

นับตั้งแต่เปิดตัว Snapchat แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ก็รีบเร่งเพิ่ม Content รูปแบบ Stories บนแพลตฟอร์มของตัวเอง

ก่อให้เกิดผลลัพธ์ให้มีการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะบน Instagram ณ เดือนมกราคม 2019 มีผู้ใช้ IG Stories 500 ล้านรายต่อวันทั่วโลก

stat sista

Stories เป็นคอนเทนต์ที่นำเสนอเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกับบนหน้าฟีด ซึ่งการเติบโตของ Stories ไม่ได้อยู่ในหมู่ผู้บริโภคเท่านั้น เพราะธุรกิจต่างๆ ก็ใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์นี้เพื่อจุดประสงค์ทางการตลาด จากการสำรวจของ Hootsuite ปี 2019 พบว่า 64% ของนักการตลาดได้นำกลยุทธ์ Instagram Stories ลงในกลยุทธ์รวมกับโซเชียลมีเดียอื่น หรือวางไว้ว่าอีก 12 เดือนข้างจะเริ่มทำ

โดยเฉลี่ยแล้วแบรนด์ต่างๆ จะโพสต์ Stories ประมาณ 7 วันต่อเดือนหรือหนึ่งเรื่องทุก 4 วัน

แบรนด์ที่ถูกแชร์เรื่องราวมากกว่า 100,000 ครั้งขึ้นไปเป็นประจำ (ทุกสองวัน) อาจเป็นเพราะพวกเขาสามารถได้สร้างประโยชน์จากฟีเจอร์ Stories นี้ เช่น เพิ่มลิงก์เข้าไปยังเว็บไซต์

Stories

โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านทาง Stories ทั้ง Facebook และ Instagram บนตัวจัดการโฆษณา ที่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะตั้งการนำเสนอขึ้นฟีดแบบให้ Facebook หาให้แบบอัติโนมัตินั้นได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่เห็นมาก เพราะ 45% ของการใช้อินสตาแกรมโฆษณาได้ผลลัพธ์คอนเทนต์ Stories ที่ดีจากการซื้อโฆษณาบนตัวจัดการ Facebook มากกว่าการโพสต์ Stories ปกติ

ig ads

ส่วนการโพสต์ Stories ปกติ ที่ไม่ใช่การซื้อโฆษณา แบรนด์ต่างๆ จะเริ่มใช้ Instagram Stories เพื่อผลักดันผู้บริโภคสู่ IGTV หรือ Live สดผ่าน IG มากขึ้น เนื่องจาก IGTV สามารถทำเนื้อหาคลิปที่ยาวได้มากกว่า Stories ปกติหรือโพสต์บน Feed ปกติ

เรื่องนี้ยังส่งผลให้คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม จึงถูกดึงไปที่คอนเทนต์ชั่วคราว เช่น Snapchat และ Instagram Stories สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะทุกวันนี้ความสนใจของผู้คนมีน้อยและวิธีที่พวกเขาชอบบริโภคเนื้อหาก็เปลี่ยนไป นี่คือสาเหตุที่รูปแบบคอนเทนต์อย่าง Stories ได้รับความนิยม ผู้บริโภคเสพติดเพียงแค่ดู กด เนื้อหาก็เปลี่ยน กด เนื้อหาก็เปลี่ยน แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเลื่อนดู โดยเฉพาะสถิติการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งาน Instagram Stories จากข้อมูลด้านบนที่ผ่านมา

X