5 เหตุผลว่าทำไม E-Mail Marketing ยังคงยืนหยัดในกระแสการตลาดดิจิทัล

5 เหตุผลว่าทำไม E-Mail Marketing ยังคงยืนหยัดในกระแสการตลาดดิจิทัล

หากเป็นสมัยก่อนเมื่อสัก 15-20 ปีที่แล้ว การได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมลสักฉบับหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น จนคุณคงอยากวิ่งไปบอกเพื่อบ้านว่ามีคนส่งอีเมลมาหาคุณ แต่ในสมัยปัจจุบันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะถูก Digitized ไปหมด การได้รับอีเมลกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา (ออกจะค่อนไปทางน่าเบื่อด้วยซ้ำ) เพราะทุกอย่างถูกส่งผ่านเข้ามาทางอีเมลส่วนตัวของคุณเป็นประจำจนคุณเคยชิน การตลาดผ่านทางอีเมล หรือ E-Mail Marketing ก็เหมือนจะถูกลดทอนความสำคัญลงไปเช่นเดียวกัน โดยผู้บริโภคหลายคนได้รับอีเมลต่อวันเป็นจำนวนมากจนมีความรู้สึกว่าอีเมลแทบทุกฉบับเป็นอีเมลขยะ และรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะเปิดอ่าน

E-Mail Marketing คือกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ทีเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) มีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปที่อยู่อีเมลของผู้รับ โดยอาจส่งอีเมลเป็นจำนวนครั้งละมาก ๆ ได้

แต่เอ (เอียงคอครุ่นคิด) … ทำไมนักการตลาดดิจิทัลยุคใหม่ยังคงยืดหยัดทำ E-Mail Marketing กันอยู่อีก? ทั้ง ๆ ที่สมัยนี้มีช่องการติดต่อสื่อสารมากมายให้เลือกสรร ก็เพราะว่าเทคนิคการตลาดนี้ยังคงมีข้อดีอยู่หลายประการ ที่คุณเองก็ไม่อาจมองข้ามเช่นเดียวกัน

  1. เข้าถึงลูกค้าผ่านสมาร์ทโฟน

ผู้บริโภคและ Potential Customer ของคุณ (ส่วนใหญ่) ต่างมีสมาร์ทโฟนพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา และอีเมลก็สามารถพุ่งตรงเข้าถึงพวกเขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทุนด้านเทคโนโยลีหรือซอฟต์แวร์อะไรมากมายนัก จากสถิติพบว่า 47% ของคนทุกเพศทุกวัยต่างเปิดเช็กอีเมลผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสูงถึง 81% และยังนิยมเปิดผ่านทางแท็ปเล็ต จะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถเปิดรับข่าวสารหรือโปรโมชั่นจากคุณได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยความสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นอีเมลยังง่ายต่อการเข้าถึงกว่าการตลาดในหลายรูปแบบ เพราะสามารถเปิดผ่านทางอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Desktop ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก และแท็บเล็ตต่าง ๆ

  1. สร้างแบรนด์และกระตุ้นยอดขาย

การสร้างการรับรู้และตัวตนของแบรนด์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตในโลกธุรกิจ และการส่งอีเมลไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง โดยนักการตลาดหรือผู้ประกอบการอาจส่งอีเมลที่มีเนื้อหาเชิง

  • ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับแบรนด์ การออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ สาขาเปิดใหม่
  • ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ที่คาดว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณอยากรู้ เช่น ภาพรวมความเคลื่อนไหวของตลาด คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ทิปส์การใช้งานสินค้า เป็นต้น
  • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่าง ๆ

เคล็ดลับในการส่งอีเมลคือคุณควรทำอย่างสม่ำเสมอให้ผู้รับสารได้เห็นสื่อจากคุณบ่อย ๆ (แต่อย่า Spam อีเมลมากจนเกินไป ควรเว้นระยะเวลาในการส่งแต่ละครั้งให้เหมาะสม) เพื่อให้พวกเขาเกิดความคุ้นเคย รู้สึกเชื่อถือไว้วางใจคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้น Mood and Tone ของอีเมลก็ช่วยตอกย้ำและบ่งบอกถึงตัวตนของแบรนด์และธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์ การตลาดผ่านอีเมล ยังมีลักษณะที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการกระทำได้ด้วย โดยคุณสามารถใส่ปุ่ม Call-to-Action เช่น ดูรายละเอียด ติดต่อเรา ค้นหาสาขาใกล้คุณ และ ซื้อเลย! เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าทำอย่างอื่นต่อนอกจากการอ่านอีเมลเพียงอย่างเดียว ซึ่งในท้ายที่สุดเมื่อผสานเข้ากับส่วนประสมทางการตลาด (โดยเฉพาะโปรโมชั่นที่คุณแนบไปกับอีเมล) จะเกิดเป็นโอกาสในการซื้อและยอดขายที่เพิ่มขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธุรกิจทั้งออฟไลน์และออนไลน์

  1. แมทช์กับกลุ่มลูกค้าและรู้สึกเป็นส่วนตัว

อีกหนึ่งข้อดีของการส่งอีเมลหาลูกค้าแบบนี้ก็คือ คุณสามารถจำแนก Segment ของลูกค้าตามลิสต์รายชื่ออีเมลที่คุณมีอยู่ในมือได้ โดยแหล่งข้อมูลการจำแนกลูกค้าหลัก ๆ คือข้อมูลที่พวกเขาระบุเอาไว้ในขั้นตอนของการสมัครรับข่าวสาร ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีความสนใจเป็นอย่างไร สนใจสินค้าประเภทไหน ฯลฯ หรือคุณอาจจำแนกลูกค้าตามระยะเวลาที่ซื้อสินค้ากับคุณครั้งล่าสุด คนที่ไม่เคยซื้อสินค้ากับคุณแต่ลงทะเบียนเอาไว้ และกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าการซื้อสูงสุด เป็นต้น และจัดทำเนื้อหาข้อความตลอดจนสิทธิพิเศษในอีเมลให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ดังกล่าว การส่งอีเมลโดยจำแนกกลุ่มแบบนี้จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะลูกค้าจะรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว มีส่วนร่วม อยากสัมพันธ์กับแบรนด์ที่เอาใจใส่ติดตามความเคลื่อนไหวของลูกค้า มากกว่าแบรนด์ที่หว่านโฆษณาไปทั่วแบบแรนด้อม

Tips: หากคุณใช้ Tools ในการทำ E-Mail Marketing เป็น จะพบว่าสามารถตั้งค่าส่งอีเมลจำนวนมาก ๆ โดยให้ระบุชื่อตัวตนของลูกค้าแต่ละคนได้ในข้อความแบบอัตโนมัติ สะดวก แถมเพิ่มความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงลูกค้ารายบุคคลได้ในอีกระดับ

  1. วัดผลได้ชัดเจน

นักการตลาดและผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจคงรู้กันดีว่า การทำการตลาดที่ดีจะต้องวัดผลเป็นตัวเลขทางสถิติได้ ซึ่ง การตลาดผ่านอีเมล ก็สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้เช่นเดียวกับการตลาดดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ โดยสามารถวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน ทั้งอัตราการเปิดอีเมล อัตราการคลิกผ่าน (Click Through Rate) การเปิดอีเมลตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ การเปิดอีเมลตามอุปกรณ์ อัตราค่า Bounce Rate จำนวนผู้ Subscribe/Unsubscribe เพื่อรับอีเมลของคุณ ฯลฯ และจากข้อมูลที่ได้มาเหล่านี้ คุณสามารถนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพของอีเมลที่ได้ส่งออกไป ตลอดจนนำมาปรับเพื่อพัฒนาการทำการตลาดผ่านอีเมลของคุณในอนาคต หรือหากมีไอเดียที่หลากหลาย จะทดลองส่งอีเมลออกไปเพื่อดูว่ารูปแบบไหนได้รับการตอบรับและมีอิมแพ็คต่อกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายมากที่สุดก็ได้เช่นกัน

  1. คุ้มค่าสุด ๆ ธุรกิจเล็กก็จ่ายไหว

การตลาดผ่านอีเมล จัดเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการตลาดเชิงรุกที่ถูกที่สุดเครื่องมือหนึ่ง อันที่จริงมี ROI หรือ Return of Investment ดีงามที่สุดสำหรับธุรกิจในทุกขนาด แม้ธุรกิจขนาดเล็กก็มีความสามารถในการใช้งานได้ไม่ยาก โดยจากสถิติ (2018) ของประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30 บาทไทย ที่ลงทุนไปกับการตลาดผ่านอีเมล ก่อให้เกิดผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึง 44 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,320 บาทเลยที่เดียว! หากคุณสามารถวางแผนกลุ่มเป้าหมายและเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารได้อย่างสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อว่าการลงทุน (เงิน) ในการทำการตลาดใบรูปแบบนี้ต้องออกมาคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะของดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป

รู้อย่างนี้แล้ว ธุรกิจไหนที่ยังไม่ได้ทดลองใช้ E-Mail Marketing ก็อย่าลืมนำไปปรับเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำการตลาดดิจิทัลนะครับ เพราะเป็นช่องทางที่เยี่ยมยอด ในการช่วยโปรโมทแบรนด์และเพิ่มยอดขายของธุรกิจที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจงและรู้สึกเป็นส่วนตัว ที่สำคัญก็คือราคาถูก (มาก) ทำให้เหมาะสมกับธุรกิจในทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจเริ่มต้นใหม่ขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่

X